หมอเฉลย ดื่มกาแฟ-ชา นับเป็นการดื่มน้ำไหม? อย่าปล่อยให้ความเชื่อเดิมๆ ขู่จนกลัว

หมอเฉลย ดื่มกาแฟ-ชา นับเป็นการดื่มน้ำไหม? อย่าปล่อยให้ความเชื่อเดิมๆ ขู่จนกลัว

หมอเฉลย ดื่มกาแฟ-ชา นับเป็นการดื่มน้ำไหม? อย่าปล่อยให้ความเชื่อเดิมๆ ขู่จนกลัว
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สายคาเฟอีนโล่งอก! หมอเฉลย "ดื่มกาแฟ-ชา" นับเป็นแต้มดื่มน้ำไหม? อย่าปล่อยให้ความเชื่อเดิม ๆ ขู่จนกลัว

สำหรับคนที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนักหรือดูแลสุขภาพ หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่มักจะถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้นก็คือ "การดื่มกาแฟดำหรือชาไม่ใส่น้ำตาล ถือว่าเป็นการดื่มน้ำทดแทนน้ำเปล่าได้หรือไม่?"

เพราะบ่อยครั้งเรามักจะได้ยินคำเตือนว่า ชาและกาแฟมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ดื่มเข้าไป 1 แก้ว อาจจะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำออกไปถึง 2 แก้ว จนหลายคนรู้สึกผิดทุกครั้งที่ดื่มกาแฟในตอนเช้าแล้วคิดว่าวันนั้นโควตาน้ำดื่มแสนรักของตัวเองยังคงเป็นศูนย์

ล่าสุด "หมอแล็บดัง" หรือ นพ.อู๋ ฉีอิ่ง แพทย์อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพื่อปลดล็อกความเชื่อนี้ โดยยืนยันตามหลักการแพทย์ว่า ไม่ว่าจะเป็นกาแฟดำ ชาไม่ใส่น้ำตาล เครื่องดื่มไม่มีน้ำตาล หรือแม้กระทั่งน้ำซุป ในทางการแพทย์แล้วล้วนถูกนับรวมเข้าเป็นปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับทั้งหมด และขอให้ประชาชนอย่าโดน "กฎเหล็กเรื่องน้ำบริสุทธิ์" มาผูกมัดจนเกิดความเครียด

ทลายความเชื่อ "ยิ่งดื่มชากาแฟ ยิ่งทำให้ร่างกายขาดน้ำ"

คุณหมออู๋ระบุว่า แพทย์ศาสตร์เชิงประจักษ์ได้ล้มล้างความกลัวที่เกินจริงนี้ไปนานแล้ว ผลการวิจัยชี้ชัดว่า คนที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นประจำ ร่างกายจะสร้างความทนทานขึ้นมา แม้ว่าการดื่มอเมริกาโน่ขนาด 500 ซีซี จะทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อหักลบกันแล้ว ปริมาณน้ำสุทธิที่ร่างกาย "ได้รับ" ก็ยังคงเป็นบวกอยู่ดี ไม่มีทางเกิดภาวะขาดน้ำที่ฝืนกฎฟิสิกส์ได้อย่างแน่นอน

คุณหมอยังได้ยกตัวอย่างเคสในห้องผู้ป่วย เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า ร่างกายมนุษย์คือเครื่องถอดรหัสโมเลกุลน้ำที่แม่นยำมาก เมื่อของเหลวเข้าสู่ทางเดินอาหาร ร่างกายจะสกัดเอาแต่น้ำไปใช้ในเซลล์โดยอัตโนมัติ

โดยในกลุ่มผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว หรือโรคไตเรื้อรังที่แพทย์ต้อง "จำกัดปริมาณน้ำ" อย่างเข้มงวดนั้น พยาบาลจะบันทึกหมดไม่ว่าผู้ป่วยจะดื่มน้ำชาไปกี่มิลลิลิตร ดื่มน้ำผลไม้กี่อึก หรือซดน้ำซุปร้อน ๆ ไปเท่าไหร่ เพราะสำหรับผู้ป่วยที่อวัยวะเสื่อมสภาพแล้ว ของเหลวทุกชนิดถือเป็น "น้ำ" ที่สร้างภาระให้ร่างกายทั้งสิ้น

iStockphoto

ถ้าชากาแฟนับเป็นน้ำได้ ทำไมหมอยังเชียร์ให้ดื่ม "น้ำเปล่า"?

หากของเหลวทุกชนิดช่วยเติมน้ำให้ร่างกายได้ แล้วทำไมแพทย์และนักโภชนาการยังคงย้ำเตือนให้ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ? คุณหมออู๋เปิดเผยตรง ๆ ว่า เรื่องนี้แท้จริงแล้วมันคือ "คำโกหกที่สวยงามทางการศึกษาด้านสุขศึกษา" เพื่อช่วยให้คนลดน้ำหนักหลีกเลี่ยง 3 กับดักซ่อนเร้น ดังนี้:

  1. พายุฮอร์โมนจากคาเฟอีน: หากดื่มชาหรือกาแฟแทนน้ำเปล่าทั้งหมด ปริมาณคาเฟอีนที่มากเกินไปจะเข้าไปทำลายโครงสร้าง "การหลับลึก" เมื่อคุณภาพการนอนหลับแย่ลง ฮอร์โมนความเครียด (คอร์ติซอล) จะพุ่งสูง ซึ่งจะไปขัดขวางการหลั่งโกรทฮอร์โมน ซ่อมแซมกล้ามเนื้อได้ยากขึ้น และกระตุ้นให้ร่างกายสะสมไขมันในช่องท้องแทน
  2. พลังงานแฝงจากของเหลว: หากแหล่งน้ำที่ดื่มคือลาเต้ ชานมไข่มุก หรือน้ำผลไม้ แคลอรีจากของเหลวเหล่านี้จะไม่ทำให้รู้สึกอิ่มจากการเคี้ยว แต่มันจะพาน้ำตาลและไขมันนมเข้มข้นเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว กระตุ้นให้ตับอ่อนหลั่งอินซูลินจำนวนมากเพื่อล็อกพลังงานส่วนเกินเหล่านั้นไว้ในเซลล์ไขมัน
  3. โซเดียมและไขมันในน้ำซุป: น้ำซุปชาบู ซุปเนื้อ หรือแกงจืดต่าง ๆ มักจะละลายไปด้วยเกลือ (โซเดียม) และไขมันสัตว์ในปริมาณสูง การได้รับโซเดียมมากเกินไปจะทำให้ความดันออสโมติกของเซลล์เปลี่ยนไป ร่างกายจะกักเก็บน้ำส่วนเกินไว้ตามเนื้อเยื่อ ส่งผลให้ตาบวมหน้าบวมในเช้าวันถัดมา และตัวเลขบนเครื่องชั่งน้ำหนักพุ่งขึ้น

สรุปก็คือ ใครที่ดื่มกาแฟดำหรือชาอู่หลงไม่ใส่น้ำตาลในตอนเช้า สบายใจได้เลยว่าร่างกายของคุณได้รับน้ำเข้าไปเรียบร้อยแล้ว ไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด แต่เพื่อสุขภาพที่ดีที่สุดและไม่มีผลข้างเคียงต่อการนอนหลับ ควรใช้สูตรจัดสรรแบ่งโควตาน้ำเปล่าไว้เป็นหลักอย่างน้อย 2 ใน 3 ของวัน เพื่อให้การลดน้ำหนักและดูแลรูปร่างประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

แหล่งอ้างอิง

  1. ETtoday
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล